ไม่มีใครทราบครับว่าวิชาชี่กงกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อใด ใครเป็นผู้ก่อตั้ง เพราะศาสตร์นี้มีมานานหลายพันปีแล้ว ชี่กงคือวิธีการรักษาตัวเองตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง เช่น เวลาเราปวดท้อง เราก็จะเอามือลูบหรือคลำบริเวณท้อง นวดไปได้สักพัก ก็อาจรู้สึกอาการดีขึ้น พอหลายคนทำอย่างนี้แล้วอาการดีขึ้น ก็เกิดเป็นท่าชี่กงขึ้นมา หรือถ้าปวดเอว ก็บิดตัวไปมา ทำให้สบายขึ้น ก็เกิดเป็นท่าชี่กงขึ้นมาได้
หลายท่านคงเคยได้ยินว่า สิ่งสำคัญในการศึกษาชี่กงคือ "เส้นประสาทลมปราณ" ซึ่งวิทยาศาสตร์ไม่สามารถค้นพบได้ว่าอยู่ที่ใด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเส้นประสาทลมปราณมีจริง ?
ที่เรารู้ว่าร่างกายเรามีเส้นประสาทลมปราณก็เพราะว่าผู้มีจิตหยั่งรู้สมัยก่อนได้นั่งสมาธิและใช้ "ดวงตาภายใน" มองเห็นว่าในร่างกายของเรามีเส้นประสาทลมปราณต่าง ๆ เต็มไปหมด ถ้ามีเพียงคนเดียวเห็น ก็คงไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก แต่ทว่าผู้มีจิตสมาธิชั้นสูงจำนวนมากเห็นตำแหน่งเส้นประสาทลมปราณเหมือนกัน จึงสรุปได้ว่าร่างกายเรามีจริง และเขียนเป็นตำราและสอนสืบทอดกันต่อมา ซึ่งเส้นประสาทลมปราณนี้เองก็ทำให้เราสามารถฝังเข็มตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก และหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย
ชี่กงคือศาสตร์ที่ใช้พลังภายในของตัวเองรักษาตนเองหรือรักษาผู้อื่น ส่วนฝังเข็มเป็นการใช้เครื่องมือภายนอกเพื่อช่วยให้พลังที่อุดตันของคนไข้เดินได้สะดวก ในสมัยโบราณ มีการใช้หินแหลมแทนเข็มเพื่อรักษาจุดต่าง ๆ ส่วนฮวงจุ้ยคือการศึกษาเรื่องพลังของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อตัวมนุษย์ ก็จัดได้ว่าเป็นการศึกษาชี่แขนงหนึ่งด้วยเช่นกัน
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเกิดอาการคล้าย ๆ กับไหล่ติดหรือกล้ามเนื้อยึดทางด้านซ้าย เกิดอาการปวดและเคลื่อนไหวลำบากมาก ซึ่งผมเดาว่าคงเกิดจากการนอนผิดท่าในคืนนั้นเป็นเวลานาน จึงได้ไปพบแพทย์เพื่อให้ดูอาการและทานยาคลายกล้ามเนื้อ คุณหมอแนะนำว่า ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ให้ลองใช้วิธีฝังเข็มดู พอผมได้ยินเช่นนั้น ผมก็คิดในใจว่า "ถ้าฝังเข็มสามารถรักษาอาการกล้ามเนื้อยึดของผมได้ ผมน่าจะใช้ชี่กงแทน เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน และไม่ต้องเสียเงินด้วย" แต่โชคดีที่ทานยาวันสองวัน อาการก็หายเกือบเป็นปกติ
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เวลาที่ผมนั่งสมาธิเสี่ยวโจวเทียน บางครั้งจะเกิดอาการปวดบริเวณด้านหลังซ้าย และอาการที่ปวดก็จะขยับไปเรื่อย ๆ เหมือนกับหนอนที่ชอนไช ผมเดาว่าคงเป็นเพราะชี่อุดตัน ดังนั้นเวลาฝึกเสี่ยวโจวเทียนหรือชี่กง ก็จะเกิดพลังที่จะไปทะลุทะลวงส่วนที่อุดตัน และทำให้เกิดอาการปวด และเมื่อออกจากสมาธิแล้ว ส่วนที่ปวดนั้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ตอนนี้วิทยาศาตร์สมัยใหม่เริ่มสนใจศาสตร์ด้านพลังงานมากขึ้น ซึ่งคนโบราณได้ค้นพบเรื่องนี้มานานแล้ว แต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อใช้ในการตรวจจับพลังงานเหล่านี้ ในขณะที่คนโบราณใช้ "จิตที่เป็นสมาธิ" ในการค้นพบโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ ทั้งสิ้น
17 พฤษภาคม 2552
22 เมษายน 2552
เชิญฟังสัมมนา "กบจำศีล อดอาหารล้างพิษ"
ศูนย์ชี่กงเพื่อสุขภาพ ขอแจ้งข่าวดี ! สำหรับท่านที่ใส่ใจรักสุขภาพ
เข้าร่วมสัมมนา กบจำศีล “อดอาหารล้างพิษ” วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2552
เวลา 09.00 – 12.00 น.
โดย อาจารย์หยาง เผยเซิน
ณ ห้องทิพย์วิมาน โรงแรมบางกอกเซ็นเตอร์ (ตรงข้ามหัวลำโพง)
หัวข้อสัมมนา
1. ทำไมต้องอดอาหารล้างพิษ
2. โทษของพิษในลำไส้ (โทษของซู่เปี้ยน)
3. เซลล์มะเร็งกับ 3 ก.
4. อาการบ่งบอก ของพิษในลำไส้
ค่าเข้าร่วมสัมมนาเพียง 250 บาท /ท่าน
(ผู้เข้าร่วมสัมมนารับ แผ่นกัวซาเขาวัว 1 ชิ้น ฟรี ! ได้ภายในงาน)
กรุณาติดต่อเพื่อสำรองที่นั่ง โทร. 02-6370121 , 02-6370122
เข้าร่วมสัมมนา กบจำศีล “อดอาหารล้างพิษ” วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2552
เวลา 09.00 – 12.00 น.
โดย อาจารย์หยาง เผยเซิน
ณ ห้องทิพย์วิมาน โรงแรมบางกอกเซ็นเตอร์ (ตรงข้ามหัวลำโพง)
หัวข้อสัมมนา
1. ทำไมต้องอดอาหารล้างพิษ
2. โทษของพิษในลำไส้ (โทษของซู่เปี้ยน)
3. เซลล์มะเร็งกับ 3 ก.
4. อาการบ่งบอก ของพิษในลำไส้
ค่าเข้าร่วมสัมมนาเพียง 250 บาท /ท่าน
(ผู้เข้าร่วมสัมมนารับ แผ่นกัวซาเขาวัว 1 ชิ้น ฟรี ! ได้ภายในงาน)
กรุณาติดต่อเพื่อสำรองที่นั่ง โทร. 02-6370121 , 02-6370122
21 เมษายน 2552
ใช้ twitter แล้วครับ
ขณะนี้ผมใช้ twitter ค่อนข้างบ่อย ดังนั้นสามารถติดตามข่าวสารที่น่าสนใจได้จาก
twitter.com/thongnet ครับ
twitter.com/thongnet ครับ
11 กุมภาพันธ์ 2552
เชิญฟังสัมมนา "เสี่ยวโจวเทียน" ฟรี
ขอเรียนเชิญสมาชิกชี่กงทุกท่านที่สนใจวิชาเสี่ยวโจวเทียน เข้าร่วมการสัมมนา “แนะนำเสี่ยวโจวเทียน” โดย อาจารย์หยาง เผยเซิน ในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2552 เวลา 9.00 – 11.00 น. ณ ศูนย์ชี่กง เพื่อสุขภาพ ถนนทรัพย์ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น พร้อมอาหารว่าง และเอกสาร
เสี่ยวโจวเทียน เป็นคัมภีร์ล้ำค่าของสำนักเต๋าที่มีประวัติความเป็นมาหลายร้อยปี เป็นวิชาที่ฝึกพลัง (ปราณ) ให้ขับเคลื่อนไปยังจุดสำคัญในร่างกายเพื่อปรับความสมดุลของพลังหยิน-หยาง สร้างภูมิต้านทานให้เกิดขึ้นทำให้ร่างกายสามารถบรรเทาโรคเรื้อรัง เช่น โรคเก๊า โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ไมเกรน ปวดเมื่อยตามข้อกระดูกฯลฯ หากมีการฝึกอย่างต่อเนื่องจะสามารถขจัดโรคต่างๆ ได้
นอกจากนี้ การฝึกเสี่ยวโจวเทียนยังสามารถย้อนวัยของผู้ฝึก เนื่องจากผลการฝึกสามารถกระตุ้นต่อมฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้ผู้ฝึกสามารถคงความเป็นหนุ่มสาว ตามตำราโบราณได้บันทึกว่า หากฝึกจนถึงขั้นกำเนิดพลัง 100 ครั้งอายุจะย้อนวัยได้ถึง 8 ปี การฝึกเป็นประจำ จะทำให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงใบหน้าสดใส และดูอ่อนกว่าวัยอย่างชัดเจน
ด่วน! สามารถสำรองที่นั่งก่อนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ชี่กงเพื่อสุขภาพ โทร. 02-637-0121-2
รับจำนวนจำกัด (ฟรีตลอดงาน)
จาก http://www.qigongthai.com/index.php?name=news&file=readnews&id=35
09 กุมภาพันธ์ 2552
บันทึกเสียวโจวเทียนสัญจร วันที่ 20-22 ธันวาคม 2551
นี่เป็นบทความที่ผมเขียนลงจดหมายข่าวของชมรมชี่กง ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ครับ ซึ่งเป็นบันทึกประสบการณ์ของการฝึกเสี่ยวโจวเทียนนอกสถานที่ ในวันที่ 20-22 ธันวาคม 2551
ในวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม ผมได้นัดกับคุณสมพิชัยเพื่อเดินทางไปคุ้มหม่อมไฉไล จังหวัดกาญจนบุรี โดยขับรถไปกันเอง เนื่องจากที่นั่งในรถบัสเต็มไปหมดแล้ว พวกเราได้ไปถึงสถานที่ประมาณบ่ายโมงกว่า ก็พบว่ารถบัสใหญ่ก็ได้มาถึงแล้วเช่นกัน และทานอาหารกลางวันกันเสร็จเกือบหมดแล้ว พวกผมสองคนจึงเข้าไปทานอาหารกลางวัน ซึ่งบรรยากาศของคุ้มหม่อมไฉไลร่มรื่นมาก มีสภาพเป็นป่า และช่วงนั้นอากาศเย็นสบายมาก
หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ผมก็ไปรับกุญแจห้อง ปรากฏว่า ห้องของผมสองคนอยู่ไกลที่สุด ต้องเดินขึ้นไปบนเขา แต่ห้องพักของเราก็น่าอยู่มาก ระหว่างนั้น พวกเราก็เดินสำรวจห้องของแต่ละคน ก็พบว่าห้องของแต่ละคนจะมีรูปแบบไม่เหมือนกันเลย แต่ก็ร่มรื่นน่าอยู่
ในช่วงบ่าย พวกเราก็เข้าห้องเรียนเป็นเด็กนักเรียนของเหล่าซือ ผมสังเกตว่ามีผู้ที่เข้าอบรมครั้งนี้ประมาณ 70-80 คน และเคยถามคุณกิ๊บก่อนหน้านี้ ก็ได้ทราบว่าเราได้เหมาจองห้องพักทั้งหมดไว้ ดังนั้นที่คุ้มหม่อมไฉไลจะมีแต่พวกเราเท่านั้น จากนั้นเหล่าซือก็ได้สอนเสี่ยวโจวเทียนในขั้นต่าง ๆ พักทานอาหารว่าง เรียนต่อ และทานอาหารเย็น โดยเหล่าซือนัดพวกเราให้มานั่งฝึกเสี่ยวโจวเทียนตอนกลางคืน ซึ่งในคืนวันเสาร์ พวกเราก็นั่งตั้งแต่ห้าทุ่มจนถึงประมาณตีหนึ่ง นี่เป็นการนั่งสมาธิเสี่ยวโจวเทียนที่นานที่สุดและดึกที่สุดเท่าที่ผมเคยนั่ง หลังจากเสร็จแล้ว ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น(วันอาทิตย์) ทั้งผมและคุณสมพิชัยต่างตื่นสายโดยมิได้นัดหมาย เพราะเราต่างคิดว่า ควรพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อจะได้ฝึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรากฏว่า เมื่อเดินเข้าไปในห้องเรียนประมาณ 10 โมงกว่า ทุกคนเลยทราบว่าทั้งคุณสมพิชัยและผมต่างมาสายทั้งคู่ แฮะ แฮะ ไม่เป็นไรครับ จากนั้นก็เรียนและฝึกเหมือนเดิม โดยวันนี้อาหารว่างพิเศษคือบัวลอย ซึ่งบัวลอยของที่นี่อร่อยมากครับ ทุกคนต่างติดใจกันทั้งนั้น ระหว่างที่ทานอาหารว่าง พวกเราก็คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน หรือทำความรู้จักกัน ผมยังไม่เคยพบหลายท่านมาก่อน ก็เลยทราบว่าท่านเหล่านั้นเรียนเสี่ยวโจวเทียนในวันอังคารเช้า เพราะผมเรียนเสี่ยวโจวเทียนในวันอังคารเย็น
ในเย็นวันอาทิตย์นี้ มีโปรแกรมพิเศษคือไปดูดาวกัน ซึ่งที่คุ้มหม่อมไฉไลจะมีลานให้ดูดาว หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ประมาณหนึ่งทุ่ม พวกเราก็เดินไปลานดูดาวกัน แต่ทางคุ้มหม่อมไฉไลก็มีรถรับส่งให้ด้วย เมื่อไปถึงลานดูดาว ก็พบว่าทางคุ้มหม่อมไฉไลได้เตรียมการให้พวกเราอย่างดี มีทั้งเครื่องดื่มร้อน ๆ และมีเตียงพับให้นอนดูดาวอย่างสบาย แต่เนื่องจากจำนวนคนมีมากกว่าเตียง ดังนั้นจึงต้องสลับกันนอน ในคืนวันอาทิตย์ ดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ทำให้ผมนึกถึงเด็กกรุงเทพว่าไม่มีโอกาสได้เห็นดาวอย่างนี้ เพราะในเมืองกรุงมีแต่แสงไฟและหมอกควันทำให้บดบังท้องฟ้า ในขณะที่ชนบทไม่มีแสงไฟหรือหมอกควัน ทำให้ท้องฟ้าได้เปิดเผยความงามได้อย่างเต็มที่ อ้อ ! ผมยังเพิ่งทราบว่า มีท่ารับพลังจากดวงดาวเข้าทางจุดฮุ่ยอินด้วย ถ้าจุดฮุ่ยอินของใครยังไม่เปิดหรืออยากทราบว่าทำอย่างไร ลองสอบถามสมาชิกที่ไปดูดาวนะครับ
พวกเราดูดาวประมาณสักครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้ว ก็กลับไปฝึกเสี่ยวโจวเทียนรอบดึกกันต่อ แต่คืนนี้ฝึกถึงประมาณเที่ยงคืนกว่าเท่านั้น ก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อน
ในวันจันทร์เช้า เหล่าซือก็ทบทวนเนื้อหาเสี่ยวโจวเทียนอีกครั้ง และบอกว่าได้จองคุ้มหม่อมไฉไลที่กาญจนบุรีไว้แล้วในช่วงระหว่างวันที่ 20-22 ธันวาคม 2552 เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการฝึกเสี่ยวโจวเทียนมาก จากนั้นก็ทานอาหารกลางวัน และเดินทางกลับกรุงเทพ
ผมประทับใจเสี่ยวโจวเทียนสัญจรครั้งนี้มากครับ ได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคน ได้ฝึกเสี่ยวโจวเทียนอย่างจริงจัง และได้รับความรู้จากเหล่าซืออย่างเต็มที่ ดังนั้นผมจึงอยากบอกสมาชิกทุกท่านว่า ถ้ามีการฝึกชี่กงนอกสถานที่ อยากให้เพื่อนสมาชิกไปร่วมกัน เพื่อจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ
ในวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม ผมได้นัดกับคุณสมพิชัยเพื่อเดินทางไปคุ้มหม่อมไฉไล จังหวัดกาญจนบุรี โดยขับรถไปกันเอง เนื่องจากที่นั่งในรถบัสเต็มไปหมดแล้ว พวกเราได้ไปถึงสถานที่ประมาณบ่ายโมงกว่า ก็พบว่ารถบัสใหญ่ก็ได้มาถึงแล้วเช่นกัน และทานอาหารกลางวันกันเสร็จเกือบหมดแล้ว พวกผมสองคนจึงเข้าไปทานอาหารกลางวัน ซึ่งบรรยากาศของคุ้มหม่อมไฉไลร่มรื่นมาก มีสภาพเป็นป่า และช่วงนั้นอากาศเย็นสบายมาก
หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ผมก็ไปรับกุญแจห้อง ปรากฏว่า ห้องของผมสองคนอยู่ไกลที่สุด ต้องเดินขึ้นไปบนเขา แต่ห้องพักของเราก็น่าอยู่มาก ระหว่างนั้น พวกเราก็เดินสำรวจห้องของแต่ละคน ก็พบว่าห้องของแต่ละคนจะมีรูปแบบไม่เหมือนกันเลย แต่ก็ร่มรื่นน่าอยู่
ในช่วงบ่าย พวกเราก็เข้าห้องเรียนเป็นเด็กนักเรียนของเหล่าซือ ผมสังเกตว่ามีผู้ที่เข้าอบรมครั้งนี้ประมาณ 70-80 คน และเคยถามคุณกิ๊บก่อนหน้านี้ ก็ได้ทราบว่าเราได้เหมาจองห้องพักทั้งหมดไว้ ดังนั้นที่คุ้มหม่อมไฉไลจะมีแต่พวกเราเท่านั้น จากนั้นเหล่าซือก็ได้สอนเสี่ยวโจวเทียนในขั้นต่าง ๆ พักทานอาหารว่าง เรียนต่อ และทานอาหารเย็น โดยเหล่าซือนัดพวกเราให้มานั่งฝึกเสี่ยวโจวเทียนตอนกลางคืน ซึ่งในคืนวันเสาร์ พวกเราก็นั่งตั้งแต่ห้าทุ่มจนถึงประมาณตีหนึ่ง นี่เป็นการนั่งสมาธิเสี่ยวโจวเทียนที่นานที่สุดและดึกที่สุดเท่าที่ผมเคยนั่ง หลังจากเสร็จแล้ว ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น(วันอาทิตย์) ทั้งผมและคุณสมพิชัยต่างตื่นสายโดยมิได้นัดหมาย เพราะเราต่างคิดว่า ควรพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อจะได้ฝึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรากฏว่า เมื่อเดินเข้าไปในห้องเรียนประมาณ 10 โมงกว่า ทุกคนเลยทราบว่าทั้งคุณสมพิชัยและผมต่างมาสายทั้งคู่ แฮะ แฮะ ไม่เป็นไรครับ จากนั้นก็เรียนและฝึกเหมือนเดิม โดยวันนี้อาหารว่างพิเศษคือบัวลอย ซึ่งบัวลอยของที่นี่อร่อยมากครับ ทุกคนต่างติดใจกันทั้งนั้น ระหว่างที่ทานอาหารว่าง พวกเราก็คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน หรือทำความรู้จักกัน ผมยังไม่เคยพบหลายท่านมาก่อน ก็เลยทราบว่าท่านเหล่านั้นเรียนเสี่ยวโจวเทียนในวันอังคารเช้า เพราะผมเรียนเสี่ยวโจวเทียนในวันอังคารเย็น
ในเย็นวันอาทิตย์นี้ มีโปรแกรมพิเศษคือไปดูดาวกัน ซึ่งที่คุ้มหม่อมไฉไลจะมีลานให้ดูดาว หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ประมาณหนึ่งทุ่ม พวกเราก็เดินไปลานดูดาวกัน แต่ทางคุ้มหม่อมไฉไลก็มีรถรับส่งให้ด้วย เมื่อไปถึงลานดูดาว ก็พบว่าทางคุ้มหม่อมไฉไลได้เตรียมการให้พวกเราอย่างดี มีทั้งเครื่องดื่มร้อน ๆ และมีเตียงพับให้นอนดูดาวอย่างสบาย แต่เนื่องจากจำนวนคนมีมากกว่าเตียง ดังนั้นจึงต้องสลับกันนอน ในคืนวันอาทิตย์ ดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ทำให้ผมนึกถึงเด็กกรุงเทพว่าไม่มีโอกาสได้เห็นดาวอย่างนี้ เพราะในเมืองกรุงมีแต่แสงไฟและหมอกควันทำให้บดบังท้องฟ้า ในขณะที่ชนบทไม่มีแสงไฟหรือหมอกควัน ทำให้ท้องฟ้าได้เปิดเผยความงามได้อย่างเต็มที่ อ้อ ! ผมยังเพิ่งทราบว่า มีท่ารับพลังจากดวงดาวเข้าทางจุดฮุ่ยอินด้วย ถ้าจุดฮุ่ยอินของใครยังไม่เปิดหรืออยากทราบว่าทำอย่างไร ลองสอบถามสมาชิกที่ไปดูดาวนะครับ
พวกเราดูดาวประมาณสักครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้ว ก็กลับไปฝึกเสี่ยวโจวเทียนรอบดึกกันต่อ แต่คืนนี้ฝึกถึงประมาณเที่ยงคืนกว่าเท่านั้น ก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อน
ในวันจันทร์เช้า เหล่าซือก็ทบทวนเนื้อหาเสี่ยวโจวเทียนอีกครั้ง และบอกว่าได้จองคุ้มหม่อมไฉไลที่กาญจนบุรีไว้แล้วในช่วงระหว่างวันที่ 20-22 ธันวาคม 2552 เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการฝึกเสี่ยวโจวเทียนมาก จากนั้นก็ทานอาหารกลางวัน และเดินทางกลับกรุงเทพ
ผมประทับใจเสี่ยวโจวเทียนสัญจรครั้งนี้มากครับ ได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคน ได้ฝึกเสี่ยวโจวเทียนอย่างจริงจัง และได้รับความรู้จากเหล่าซืออย่างเต็มที่ ดังนั้นผมจึงอยากบอกสมาชิกทุกท่านว่า ถ้ามีการฝึกชี่กงนอกสถานที่ อยากให้เพื่อนสมาชิกไปร่วมกัน เพื่อจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)